HUMUS FULVIC ACID การ “รุ” ปฐมภูมิแพทย์แผนไทย

HUMUS FULVIC ACID การ “รุ” ปฐมภูมิแพทย์แผนไทย

การ “รุ” ปฐมภูมิแพทย์แผนไทย (แพทย์ทางเลือก)

 

  • การวางยารักษาโรคตามทฤษฎีแพทย์แผนไทย / การรุ คือ อะไร?
  1. ยารุ หมายถึง การใช้ยาถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ถ่ายดี ลม เสลด (ปิตตะ วาตะ เสมหะ)คือ รุเอาตะกรัน ตะกอนของเสียต่างๆ ออกจากโรคหลัก และร่างกายก่อนทำการรักษา ต่อไป ถ้ายังนึกไม่ออกก็ให้เทียบ เส้นโลหิต น้ำเหลือง หรือลำไส้ เป็นท่อน้ำประปา น้ำต้องไหลผ่านท่อทุกวันทำให้เกิดตะกรันสะสมในท่อเกิดขึ้น ยิ่งนานวันตะกรันของเสียยิ่งเยอะ สะสมมากๆ เข้าอาจทำให้ท่ออุดตัน หรือระบบการไหลเวียนไม่ดี
  1. ยาล้อม หมายถึง การใช้ยารักษาอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้น"ล้อม"คือรักษาอาการของโรคหลัก ย้ำว่ารักษาอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้น เช่น อาการท้องอืดแน่นเฟ้อจุกเสียดโดยใช้ยาขับลมแก้กษัยจุกเสียดชื่อ ยาประสะเจตพังคี หรือยาขับลมอื่น  จากนั้นจึงรักษาตัวของโรคหลัก โดยดูว่าธาตุใดกำเริบ หย่อน พิการ ก็รักษาตามโรคนั้นๆไป จากนั้นจึงบำรุงธาตุดิน (อวัยวะ) ที่พร่องไปให้ปรกติดังเดิม
  2. ยารักษา หมายถึง การใช้ยารักษาอาการของโรคที่เป็นอาการหลัก

  3. ยาตัดราก หมายถึง การใช้ยาบำรุงอวัยวะต่าง ๆ ที่ป่วยเป็นโรคให้ฟื้นคืนสภาพไม่ให้กลับมาเป็นใหม่

“รุ” สำคัญไหม?


ระบบการขับถ่าย (รุ)

  • นอนให้หลับ -กินให้ได้ -ถ่ายให้ดี

  • สำแดงระบบการย่อยและระบบการขับถ่ายที่บริบูรณ์ นำมาซึ่งความแข็งแรงของรูปธาตุดิน

  • ปัจจัยในการนำอุจจาระออกจากระบบ ร่างกายต้องใช้ 1. ลม คือ ลมเบ่ง(ลมในไส้ใหญ่) 2. น้ำ คือ ความชื้น ของอุจจาระ หากไม่มีลมและน้ำที่เหมาะสม อุจจาระจะไม่สามารถขับถ่ายออกมาได้    ***3. ไฟ คือ ไฟย่อยอาหารให้เป็นซากอาหาร เพื่อรอการนำออกจากระบบร่างกาย ***

  • หลักการเปรียบเทียบระบบการย่อยอาหาร:
    1.หากไฟย่อยมาก อาหารย่อยเร็ว  หิวบ่อยกินเก่ง
    2.หากไฟย่อยหย่อน อาหารไม่ย่อยแล้วไปรวมสะสมอยู่ในลำไส้ใหญ่ กลายเป็นซากอาหารเก่า  หรือ กรีสัง  ซึ่งเป็นสาเหตุอาการท้องผูกเป็นกล่อนเถา ซากอาหารเก่ายังคงค้างอยู่ในผนังลำไส้
    3.หากลมเบ่งมาก ซากอาหารใหม่ ออกจากระบบไม่มีตกค้างให้แปลงเป็นซากอาหารเก่า
    4.หากลมเบ่งหย่อน ซากอาหารเก่าใหม่ ออกไม่ได้สะสมอยู่ในระบบ นำมาซึ่งอาการท้องผูกเป็นกล่อนเถา
    5. หากน้ำเลสดในอุจจาระมาก เกิดอาการท้องเสีย
    6.หากน้ำเสลดในอุจจาระหย่อน เกิดอาการท้องผูก

  • สรุปโดยรวมท้องไส้สกปรกเป็นบ่อเกิดของเชื้อโรค และอาจทำให้โลหิตเป็นพิษ,ปวดเมื่อยไปตามเนื้อตัว,เกิดลมตีขึ้นบนทำให้ปวดหัวเป็นลมปะกัง (ไมเกรน), ระบบการย่อย/ระบบการขับถ่ายพิการได้

สมุฏฐานการเป็นไข้ หรือ เกิดโรค “หลักโภชนาการ(วิทยาศาสตร์)” 90 % มาจากสมุฏฐานนี้



**ลำดับปรากฏการแรก** ของการรับประทานสมุนไพรแร่ธาตุ “เสริมอาหารมาย์นเคิล”  คือ การ “รุ”

การ “รุ” หรือ การดีท๊อกซ์  “ล้างสิ่งมีพิษ - ล้างสิ่งเกิดพิษ- ปรับระบบการย่อยฯ”




ระบบการย่อยอาหารแพทย์แผนไทย

ไฟ   คือ ไฟ “ย่อยอาหาร(Digestion)”  ให้เป็นซากอาหาร เพื่อรอการนำออกจากระบบร่างกาย


โครงสร้าง:
  1. ต่อมน้ำลาย (Salivary Gland) ผลิตน้ำย่อยอะไมเลส (Amylase) หรือ ไทยาลิน (Ptyalin) ย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาลมอลโทส

  2. กระเพาะอาหาร (Stomach) ผลิต น้ำย่อยเพปซิน ย่อยโปรตีนให้เป็นโปรตีนสายสั้น (เพปไทด์) และ น้ำย่อยเรนนิน ย่อยโปรตีนในนมให้เป็นโปรตีนเป็นลิ่ม ๆ

  3. ลำไส้เล็ก (Small Intestine) ผลิต น้ำย่อยมอลเทส ย่อยน้ำตาลมอลโทสให้กลายเป็นน้ำตาลกลูโคส น้ำย่อยซูเครส ย่อยน้ำตาลซูโครสให้เป็นน้ำตาลกลูโคสและน้ำตาลฟรักโทส น้ำย่อยแลกเทส ย่อยน้ำตาลแลกโทสให้เป็นน้ำตาลกลูโคสและน้ำตาลกาแลกโตส น้ำย่อยอะมิโนเพปทิเดส ย่อยโปรตีนสายสั้นให้เป็นกรดอะมิโน

  4. ตับ (Liver) ผลิตน้ำดี ย่อยไขมันให้เป็นไขมันแตกตัวเป็นเม็ดเล็ก ๆ

  5. ตับอ่อน (Pancreas) ผลิตน้ำย่อยลิเพส ย่อยไขมันแตกตัวให้เป็นกรดไขมันและกลีเซอรอล น้ำย่อยทริปซิน ย่อยโปรตีนให้เป็นพอลิเพปไทด์และไดเพปไทด์ น้ำย่อยคาร์บอกซิเพปพิเดส ย่อยเพปไทด์ให้เป็ฯกรดอะมิโน น้ำย่อยอะไมเลส ย่อยเช่นเดียวกับน้ำย่อยอะไมเลสในปาก




“ระบบภูมิคุ้มกัน (Immune system)เกิดจากระบบการย่อยที่ดี 80 %Up”

ความสำคัญของการย่อยอาหาร

ระบบย่อยอาหาร (Digestive System) :  

        ระบบย่อยอาหารมีหน้าที่ย่อยอาหารให้ละเอียด แล้วดูดซึมผ่านเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

        อาหารที่สิ่งมีชีวิตบริโภคเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตาม จะนำเข้าสู่เซลล์ได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในรูปของ “สารอาหารที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก”  คือ กรดอะมิโน น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว กลีเซอรอล และกรดไขมัน ฯ

        อาหาร โมเลกุลใหญ่ที่สิ่งมีชีวิตรับประทานเข้าไป  “จำเป็นต้องแปรสภาพให้มีขนาดเล็กลง”  การแปรสภาพของอาหารดังกล่าวเกิดจากปฏิกิริยาเคมีที่อาศัยการทำงานของเอนไซม์ย่อยอาหาร โดยทั่วไปเรียกว่า น้ำย่อย จากนั้นโมเลกุลของสารอาหารจะถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์ กระบวนการแปรส

         ภาพอาหารที่มีโมเลกุลใหญ่ให้มีโมเลกุลเล็กลง เรียกว่า การย่อยอาหาร (Digestion)


ขั้นตอนการย่อยอาหาร:
การย่อยอาหารมี 2 ขั้นตอน

        การย่อยเชิงกล (Mechanical digestion) โดยการบดเคี้ยว เป็นกระบวนการทำให้อาหารมีขนาดเล็กลง เพื่อสะดวกต่อการเคลื่อนที่และการเกิดปฏิกิริยาเคมีต่อไป รวมทั้งการบีบตัวของทางเดินอาหาร  “ยังไม่สามารถทำให้อาหารมีขนาดเล็กสุดได้ จึงไม่สามารถดูดซึมเข้าเซลล์ได้”

        การย่อยทางเคมี (Chemical digestion) เป็นการย่อยอาหารให้มีขนาดเล็กที่สุด โดยการเกิดปฏิกิริยาเคมีระหว่าง อาหาร กับ น้ำ โดยตรง และจะใช้เอนไซม์หรือน้ำย่อยเข้าเร่งปฏิกิริยา จะได้ “สารโมเลกุลเล็กที่สุดที่สามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์ได้”  ซึ่งอาหารที่ต้องมีการย่อย ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน  “ส่วนเกลือแร่ และวิตามินจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง”

        ผลิตภัณฑ์สมุนไพรแร่ธาตุ “เสริมอาหารมายน์เคิล” อย. 50-4-01261-5-0001 ประกอบด้วย สารโมเลกุลเล็ก 1.8 (โดยประมาณ) 10 ยกกำลัง – 9 หรือ ขนาดเส้นผมผ่าแนวขวาง ได้10,000 ส่วน จึงซึมเข้าสู่เซลล์ได้โดยตรง การขนส่งสารอาหารเข้าสู่กระแสเลือด เมื่อสารอาหารถูกดูดซึม ผ่านเข้าเซลล์ก็จะเข้าสู่กระแสเลือด สารอาหารส่วนใหญ่จะเป็นพวกกลูโคส (glucose) กาแล็กโทส (galactose) และฟรักโทส (fructose) กรดอะมิโน (amino acid) วิตามินและเกลือแร่จะถูกลำเลียงไปทางหลอดเลือดฝอย หลอดเลือดดำเล็กและหลอดเลือดดำใหญ่พอร์ทัลเข้าสู่ตับ จากนั้นจึงเข้า สู่หัวใจและถูกลำเลียงไปยังอวัยวะต่างๆ โดยการไหลเวียนของเลือด


การดูดซึมสารอาหารในลำไส้เล็ก

  • เสริมอาหาร “มายน์เคิล” มีโมเลกุลขนาดเล็ก นำสารอาหารสู่กระแสเลือดและเข้าสู่เซลล์ ได้ทันทีไม่ต้องรอกระบวนการย่อยฯ   
  • การดูดซึมอาหารในลำไส้เล็ก
  • การดูดซึมอาหาร หมายถึง ขบวนการที่นำอาหารที่ผ่านการย่อยจนได้เป็นสารโมเลกุลเดี่ยว

เช่น กลูโคส กรดอะมิโน กรดไขมัน กลีเซอรอล ผ่านผนังทางเดินอาหารเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย “ลำไส้เล็ก เป็นบริเวณที่ดูดซึมอาหารเกือบทั้งหมด” เพราะเป็นบริเวณที่มีการย่อยอาหารเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ โครงสร้างภายในลำไส้เล็กก็เหมาะแก่การดูดซึม คือ ผนังลำไส้เล็กจะยาวพับไปมา และมีส่วนยื่นของกลุ่มของเซลล์ที่เรียงตัวเป็นแถวเดียวมีลักษณะคล้ายนิ้วมือ เรียกว่า วิลลัส (Villus) เป็นจำนวนมาก ในแต่ละเซลล์ของวิลลัสยังมีส่วนยื่นของเยื่อหุ้มเซลล์ออกไปอีกมากมาย เรียกว่า ไมโครวิลลัส (Microvillus) ในคน มีวิลลัสประมาณ 20-40 อันต่อพื้นที่ 1 ตารางมิลลิเมตรหรือประมาณ 5 ล้านอัน ตลอดผนังลำไส้ทั้งหมด

**เอนโดพลาซึมขรุขระ rough endoplasmic reticulum (RER) เอนโดพลาซึมแบบเรียบ  ด้านนอก smooth endoplasmic reticulum (SER) ผิวนอก (ไซโทโซลิก)



ขน Villi หน้าที่ซึมซับสารอาหารสู่เซลล์ “หากถูกเคลือบด้วยเศษอาหาร ที่ร่างกายขับออกไม่ได้ หรือ ได้น้อย”
ส่งผลทำให้

  • Villi ก็ด้อยคุณภาพ
  • Immune- ภูมิคุ้มกันก็ด้อยคุณภาพ
  • ซ่อมแซมการสึกหรอของร่างกายก็ด้อยคุณภาพ



การดูดซึมสารอาหารในลำไส้ใหญ่

ลำไส้ใหญ่  

    เป็นอวัยวะที่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร ลำไส้ใหญ่ของคนมีความยาวประมาณ 1.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 เซนติเมตร แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

  1. กระเปาะลำไส้ใหญ่หรือ ซีกัม (Caecum) เป็นลำไส้ใหญ่ส่วนแรก ต่อจากลำไส้เล็กส่วนไอเลียม ทำหน้าที่รับกากอาหารจากลำไส้เล็ก ที่ซีกัมมีส่วนของไส้ติ่ง (Vermifrom appendix) ยื่นออกมา
  2. โคลอน(Colon) เป็นลำไส้ใหญ่ส่วนที่ยาวที่สุดประกอบด้วยลำไส้ใหญ่ขวา ลำไส้ใหญ่กลาง และลำไส้ใหญ่ซ้าย มีหน้าที่ดูดซึมน้ำและพวกวิตามินบี12  ที่แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่สร้างขึ้น และขับกากอาหารเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ส่วนต่อไป
  3. ไส้ตรงหรือ เรกทัม (Rectum) เมื่อกากอาหารเข้าสู่ไส้ตรงจะทำให้เกิดความรู้สึกอยากถ่ายขึ้น เพราะความดันในไส้ตรงเพิ่มขึ้นเป็นผลทำให้กล้ามเนื้อหูรูดที่ทวารหนักอันใน ซึ่งทำงานนอกอำนาจจิตใจเปิดออก แต่กล้ามเนื้อหูรูดที่ทวารหนักอันนอกเปิดออกเมื่อร่างกายต้องการ ซึ่งจะทำให้เกิดการถ่ายอุจจาระออกทางทวารหนัก (Anus) ต่อไป


“กระบวนการทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้  หากแร่ธาตุในร่างกายบกพร่อง  หรือ ขาดตัวใด  ตัวหนึ่งไป ทั้งแพทย์/ผู้ชำนาญสุขภาพส่วนใหญ่จะมองข้ามในเรื่องนี้   สำหรับแพทย์แผนไทย  ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก และอาจเป็นต้นเกิด หรือ สมุฏฐานของการเกิดโรคร้ายแรงที่สำคัญยิ่ง ”


แหล่งที่มาข้อมูล...
อ.ประสิทธิ์ ไชยลังกา

 146
ผู้เข้าชม
คะแนน
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์