Revive MINECLE

  • หน้าแรก

  • ทั่วไป

  • แร่ธาตุ Revive Minecle กระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันหรือภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย

แร่ธาตุ Revive Minecle กระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันหรือภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย

  • หน้าแรก

  • ทั่วไป

  • แร่ธาตุ Revive Minecle กระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันหรือภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย

แร่ธาตุ Revive Minecle กระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันหรือภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย

กลไกป้องกันภัยของภูมิคุ้มกัน

Immune defense mechanism

 



          กรดฟูลวิคนอกจากจะมีขบวนกลไกป้องกันภัยที่ทรงพลังมากแล้วยังช่วยเร่งให้ขบวนการดังกล่าวนี้เกิดขึ้นด้วยมัน ช่วยกระตุ้นต่อมไทมัสให้ผลิตเม็ดเลือดขาวประเภทลิมโฟไซท์ (lymphocytes) เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นตัว ผลิตภูมิต้านทานที่ไม่แตกต่างจากการสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย กรดฟุลวิคยังช่วยเร่งและเพิ่มการผลิตมัคโครฝาจ (macrophages) และคิลเลอร์ทีเซลล์ (Killer T-cell), มักโครฝาจจะทำหน้าที่ขจัดสิ่งแปลกปลอมที่รุกรานร่างกาย ส่วนคิลเลอร์ทีเซลล์จะค้นหาและทำลายสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้น การศึกษาในมนุษย์แสดงให้เห็นว่ากรดฟูลวิค (Fulvic acid) กระตุ้นแกลนนูโลไซท์ (granulocytes) และผลิตไซโตไฆน์ (cytokines) รวมทั้งอินเตอร์เฟอรอนแกมม่า (interferon-gamma) อินเตอร์เฟอรอนแอลฟ่า (-alpha) อินเตอร์เฟอรอนเบต้า (-beta) และทูเมอร์เนคโครสิส แฟคเตอร์อัลฟ่า (tumor necrosis factor-alpha) หรือแฟคเตอร์อัลฟ่าตัวทำให้เนื้องอกเน่าตาย

การโต้ตอบอย่างหลากหลายที่ภูมิต้านทานของร่างกายมีต่อกรดฟูลวิค Fulvic acid' diverse spectrum of immune response


          ด้านหนึ่งที่หน้าสนใจมากที่สุดของกรดฟูลวิค คืออนุภาพและสเป็คตรัมความหลากหลายของการโต้ตอบของระบบภูมิคุ้มกันที่มันกระตุ้นในร่างกายมนุษย์ สารนี้เพิ่มความสามารถของร่างกายในการเอาชนะไวรัส, จุลินทรีย์ก่อโรค, และการติดเชื้อจุลินทรีย์ในทุกรูปแบบ กรดฟูลวิค ไม่เพียงแต่จะเป็นตัวช่วยภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิ์ภาพเท่านั้นแต่ยังจะช่วยปรับระบบภูมิคุ้มกันให้เข้ากับภาวะต่างๆ ได้อีกด้วย สารนี้มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าช่วย เพิ่มขนาดของต่อมไทมัส (thymus gland) ได้ ต่อมไทมัสจะมีขนาดเด่นชัดเมื่อเข้าระยะวันหนุ่มสาว หลังจากนั้นจะลดขนาดลงตามวัยที่เพิ่มขึ้น การเพิ่มขนาดจะเปลี่ยนแปลงโดยตรงกับ ภูมิคุ้มกันที่เพิ่มขึ้น, ความเป็นหนุ่มสาว, และความยืนยาวของอายุ

การควบคุมสมดุลย์ที่เปราะบาง Controlling fragile balance


          กลไกป้องกันภัยหลากหลายชนิดที่สร้างโดยร่างกายเป็นได้ทั้งถูกกระตุ้นและถูกควบคุมโดย กรดฟูลวิคกลไกเหล่านี้ไม่อาจเปรียบกันในความสามารถออกฤทธิ์เป็นตัวปรับภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ แต่เป็นเพียงช่วยให้เกิดสมดุลเท่านั้น กรดฟูลวิคนี้เป็นตัวจัดสรรเครื่องมือสำหรับร่างกายในการ อัดเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน เป็นพิเศษหรือยับยั้งตามต้องการได้

          โรคบางโรคไม่ได้เกิดจากการรุกรานจากภายนอกเสมอไป แต่เกิดโดยกลไกป้องกันภัยของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผิดปกติหันมาทำร้ายอวัยวะหรือร่างกายตนเอง สิ่งนี้เกิดขึ้นในโรคที่เรียกว่า โรคออโตอิมมูน (autoimmune) ได้แก่โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis) โรคลูปัส (lupus) โรคไฟโบรไมอัลเยีย (fibromyalgia) [คือกลุ่มของอาการป่วยที่มีอาการ ปวด กดเจ็บ และอาการตึงตามข้อ เยื้อหุ้มข้อ และ โครงสร้างอื่นที่อยู่ใกล้เคียง อาจมีจุดออกอาการ (trigger points) คือตำแหน่งใดๆ บนร่างการที่เมื่อได้รับการ กระตุ้นแล้วจะเกิดอาการทั้งหมดนี้ได้ อาการตามระบบ ได้แก่ อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ จิตใจหดหู่ เป็นต้น] โรคต่อมไทรอยด์ เกรฟดิสิส (Graves' disease หรือ Exophthalmic goiter) เป็นสภาวะที่ร่างกายมีอาการตาโปน (protrusion of eye ball) หัวใจเต้นเร็วคอหอยพอก น้ำหนักลด ตกใจง่าย (nervousness) นักวิทยาศาสตร์ได้ลงความเห็นกันว่าความสำเร็จในการรักษาโรคร้ายแรงหลายโรครวมทั้งโรคที่รักษาไม่ได้บางโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสนั้น ระบบภูมิคุ้มกันต้องได้รับการควบคุมเฉพาะเรื่องโดยตรง ที่น่าประหลาดก็คือ ได้มีการค้นพบว่ากรดฟูลวิคนี้สามารถทำหน้าที่เฉพาะเรื่องนี้ได้ตามธรรมชาติของมันเอง โดยกดการโต้ตอบของภูมิคุ้มกันบางชนิดแต่เพิ่มการผลิตภูมิคุ้มกันชนิดอื่นที่เหมาะสมกับเชื้อนั้นๆ ความสามารถของกรดฟูลวิคในการเลือกยับยั้งหรือเสริมการโต้ตอบภูมิคุ้มกันของร่างกายเป็นเหตุผลหนึ่งที่ได้มีการบันทึกการรักษาที่ประสพความสำเร็จ แม้แต่การรักษาหายจากโรคซึ่งโดยปกติรักษาไม่ได้

ประสิทธิ์ภาพทางคลินิค ของกรดฟูลวิคต่อโรครักษาไม่ได้อันเกิดจากเชื้อไวรัส

Clinical effect of Fulvic acid on Incurable virus


          กระทั่งปัจจุบันนี้ยังไม่มีการเยียวยารักษาโรค ไข้เลือดออก (Hemorrhagic Fever) ที่แท้จริง ส่วนยาที่มีชื่อว่าไซโคลฟอสฟาไมด์ (cyclophosphamide) ซึ่งเป็นตัวยับยั้งภูมิคุ้มกันของร่างกาย ในปัจจุบันได้รับการพิสูจน์แล้วว่ารักษาโรคนี้ให้หายได้ แพทย์ได้เรียนรู้ที่จะใช้ยานี้ควบคุมระบบภูมิคุ้มกันอย่างระมัดระวัง โดยปกติยาตัวนี้ใช้รักษาโรคมะเร็งบางชนิดอย่างไรก็ดี ไซโคลฟอสฟาไมด์ (cyclophosphamide) ก็มีอาการข้างเคียงที่รุนแรง

          วิธีบำบัดรักษาโรคที่กล่าวไว้ใน Materia Medica เป็นตำรายาโบราณและการรักษาของจีนช่วยให้แพทย์แผนปัจจุบันมีความหวังว่ากรดฟูลวิคอาจเป็นที่เชื่อถือได้ว่าจะรักษาโรคไข้เลือดออกได้ เพราะเหตุผลดังกล่าว บรรดาแพทย์ที่สนใจจึงหันมาศึกษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อในคลินิคอย่างลึกซึ้ง กรดฟูลวิคได้รับการศึกษาเปรียบเทียบกับ ไซโคลฟอสฟาไมด์ (cyclophosphamide) ในโรงพยาบาล 2 แห่งเป็นคู่ขนาน มีผู้ป่วยทั้งหมด 178 ราย อายุตั้งแต่ 4-78 ปี ผู้ป่วย 100 ราย ได้รับการรักษาด้วยกรดฟูลวิค (Fulvic acid) ส่วน 78 ราย ได้รับการรักษาด้วยไซโคลฟอสฟาไมด์ (cyclophosphamide)

          เนื่องจากธรรมชาติของไข้เลือดออกมีความรุนแรง ผู้ป่วยบางรายผ่านเข้าสู้สภาวะช๊อก ปัสสาวะยาก เกิดน้ำใขสมองคั่งในโพลงเวนตริเคิล หรือมิฉะนั้นก็ผ่านเข้าสู้สภาวะไตวาย การรักษาฉุกเฉิน ที่เหมาะสมจะถูกนำมาใช้ในแต่ละราย ผู้ป่วยทั้งหมด จะไ้ด้รับการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยการ มอนิเตอร์ มีการวัดอุณหภูมิร่างกาย, การหายใจและชีพจร, ความดันโลหิต,ระดับความเป็นพิษ, ระดับการเสียเลือด, การเปลี่ยนแปลงของการถ่ายปัสสาวะ, และการนับเกล็ดเลือด, ผู้ป่วยบางรายได้รับการบันทึกคลื่นหัวใจ, การตรวจสอบน้ำไขสันหลัง (CFS Fluid) และการนับคัดแยกเม็ดเลือด

ผลการศึกษา (Study results)

          การทำงานโดยเฉลี่ยของกรดฟูลวิคในแต่ละเรื่องที่ได้รับการตรวจสอบพบว่ามีผลดีกว่าเมื่อเทียบกับ กลุ่มไซโคลฟอสฟาไมด์ ภายในระยะเวลาครึ่งวัน (หรือ 12 ชม.) อาการต่างๆ ใช้เวลาตั้งแต่ 2-8 วันก่อนจะกลับสู่สภาวะปกติ กลุ่มที่ถูก ตรวจสอบได้แก่ อุณหภูมิของร่างกาย, การถ่ายปัสสาวะ, การนับเกล็ดเลือด, การเยียวยาขั้นสุดท้ายคือเมื่ออาการทั้งหมดหายไป เพียงหนึ่งใน 100 รายของผู้ป่วยที่รักษาด้วยกรดฟูลวิคเสียชีวิต, อีก 99 รายเป็นปกติ ผู้ป่วยใน 2 รายใน 78 รายที่รักษาด้วยไซโคลฟอสฟาไมด์ (cyclophosphamide) เสียชีวิต ที่เหลืออีก 76 รายหายเป็นปกติ

สรุปผลการศึกษา (Study conclusion)

          ในการศึกษาครั้งนี้สรุปได้ว่า กรดฟูลวิคสามารถใช้รักษา ไข้เลือดออกที่ระบาดให้หายได้โดยการปรับระบบภูมิคุ้มกัน การเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการรักษาทั้งหมดชี้ให้เห็นว่ากรดฟูลวิคมีความทัดเทียมและอาจเหนือชั้นกว่า ไซโคลฟอสฟาไมด์เล็กน้อย

          การศึกษาในห้องปฏิบัติการ โดยคณะแพทย์แสดงให้เห็นว่า กรดฟูลวิคสามารถปรับและเพิ่มความแรงของระบบภูมิคุ้มกันในเซลล์และของเหลวในร่างกายได้ ดังนั้นจึงสามารถปรับภูมิคุ้มกันเข้าสู่ระดับปกติ หรือช่วยเพิ่มการทำงานของภูมิคุ้มกัน การทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงในระดับเซลล์เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อ ระยะแรกของโรคไข้เลือดออก อาจได้รับการแก้ไขได้ด้วยกรดฟูลวิค กล่าวคือกรดฟูลวิคจะช่วยให้ระบบสร้างภูมิต้านทานของเซลล์เพิ่มขึ้นโดยป้องกันไม่ให้คิลเลอร์ทีเซลล์ลดการทำงานลง ในทำนองกลับกันก็จะลดโอกาส สร้างภูมิคุ้มกันที่มาเกินไปของบีเซลล์ (B-cells) ระบบภูมิคุ้มกันในส่วนที่เป็นของเหลว ในร่างกายจะถูกทำให้มีฤทธิ์แรงขึ้นและการตกตะกอนของสารภูมิคุ้มกันเชิงซ้อนลดลง ความเสียหายที่เกิดกับผนังหลอดเลือดรุนแรงน้อยลงเพระความเปราะบางแตกง่ายและการซึมผ่านของผนังหลอดเลือดไม่เกิดขึ้น โรคนี้จึงอยู่ในความควบคุมได้

          การศึกษาครั้งนี้แสดงว่าการรักษาไข้เลือดออกให้หายได้โดยกรดฟูลวิค เป็นผลจากระบบภูมิคุ้มกันของเซลล์สามารถควบคุมและขจัดพิษของไวรัสได้ กรดฟูลวิคทำหน้าที่เป็นตัวยับยั้งเอนไซม์กรดโปร่งใส (transparent acidic enzyme) และป้องกันไม่ให้ความหนืดของมันลดลง การแพร่พิษของแบคทีเรียในของเหลวระหว่าวเซลล์จึงมีจำกัด

ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบตัวส่งผ่านกับองค์ประกอบฟูลวิค

Transfer Factor and Fulvic Factor relationships


          อย่าสับสนกับผลิตภัณฑ์ทางการค้าที่มีชื้อคล้ายคลึงกัน คำทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้เรียกว่า "transfer factor" ทรานสเฟอร์ แฟคเตอร์หรือ ตัวส่งผ่าน คำนี้ได้ถูกเติมลงในพจนานุกรม (ภาษาอังกฤษ) ในปี 1956 (พ.ศ. 2499) Merriam-Webster' s Collegiate Dictionary ให้ความหมายของคำ "transfer factor" ว่าคือสารซึ่งถูกผลิตและคัดหลั่งโดยการทำงานของเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ (lymphocytes)ในระบบภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า cell-mediated immunity หมายถึงสารนี้เกิดขึ้นโดยทางอ้อมจากเซลล์ และเมื่อสารนี้รวมตัวกับเม็ดเลือดขาวอื่นๆ ซึ่งไม่เคยถูกกระตุ้น ต่างก็จะผลิตภูมิคุ้มกันจำเพาะออกมาดังเช่นเม็ดเลือดขาวนั้นๆ เคยได้รับการกระตุ้นมาก่อน ทั้งหมดนี้หมายความว่าอะไร คือเมื่อเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันได้ปะทะ กับตัวรุกรานที่ทำให้เกิดโรคชนิดใดๆ ก็ตาม, เซลล์เหล่านี้ก็จะผลิตสารชนิดหนึ่งที่สามารถนำส่งข่าวสารเตือนภัยไปยังเซลล์สร้างภูมิต้านทานอื่นๆ เซลล์ภูมิต้านทานที่ได้รับการเตือนภัยใหม่ๆ ทั้งหลายนี้จะจำข่าวสารเตือนภัยนั้นได้และพากันผลิตสารเตือนภัยชนิดเดียวกันส่งผ่านต่อไปเตือนเซลล์ภูมิต้านทานอื่นๆ ซึ่งเมื่อได้รับการเตือนภัยแล้วเซลล์พวกนี้ก็จำได้ว่าไครคือศัตรู และจะปะทะอย่างไร

          เพราะนักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถแยกสารกระตุ้นภูมิต้านทานตัวนี้ได้จึงสร้างคำง่ายๆ ว่า ทรานสเฟอร์ แฟคเตอร์ (transfer factor) คำที่เหมาะสำหรับภาษาไทยน่าจะเป็น ตัวส่งผ่าน ให้หมายถึงสารตัวนี้ แม้กระทั่งในทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ยังคงไม่เข้าใจสารตัวนี้อย่างเต็มที่นัก สิ่งที่รู้ก็คือความเป็นแม่ในสัตว์ทุกชนิด (มนุษย์หรือสัตว์) ที่เลี้ยงลูกด้วยนม จะส่งผ่านภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นตลอดชีวิตไปยังลูก ภูมิคุ้มกันนี้ถูกส่งผ่านน้ำนมมื้อแรก เรียกว่าโคลอสตรัม (colostrum) ภูมิคุ้มกันส่วนที่เป็นอาวุธสำคัญและทรงคุณค่ามากสุดใน โคลอสตรัม คือตัวส่งผ่าน transfer factor

          ได้มีการศึกษาเรื่องตัวส่งผ่าน transfer factor มาเป็นเวลาหลายสิบปี โดยนักวิทยาศาสตร์จากทั้งโลกและผลงานนับพันได้ปรากฎในปัจจุบัน ถึงกระนั้นวิทยาศาสตร์ในทุกวันนี้ยังคงมีความรู้น้อยมากเกี่ยวกับการก่อกำเนิดหรือ การทำงานของสารนี้ในวิธีที่ลึกลับ แต่นักวิทยาศาสตร์รู้แน่ว่าสารนี้ทำงานและสามารถทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างการมีชีวิตอยู่และความตายเมื่อผู้รุกรานที่ก่อให้เกิดโรคเข้าสู้ร่างกาย

          เมื่อนักวิทยาศาสตร์แยกเอาองค์ประกอบขนาดใหญ่และเป็นที่รู้จัก ดูทุกตัวออกจากโคลอสตรัม ได้แก่ น้ำนม หางน้ำนม เซลล์ต่างๆ และอื่นๆ สิ่งที่เหลืออยู่ท้ายสุดคือ ทรานสเฟอร์ แฟคเตอร์ (transfer factor) หรือตัวส่งผ่านที่มีขนาดเล็กมากเกินกว่าที่จะมองเห็นด้วยกล้องจุลทัศน์ธรรมดา ได้มีคำอธิบายที่ดีที่สุดสำหรับทรานเฟอร์ แฟคเตอร์ (transfer factor) หรือตัวส่งผ่านไว้ว่าคือชิ้นส่วนขนาดจิ๋วของโมเลกุลอาจเป็นชิ้นส่วนขนาดย่อยของดีเอนเอ (DNA) ซึ่งยังทำหน้าที่ได้ ชิ้นส่วนเหล่านี้ดูคล้ายกับว่าถูกทำให้มีพลังขึ้นได้ด้วยกำลังลึกลับอันไม่เป็นที่รู้จักที่ใช้ในการลอกแบบการสื่อสารด้วยตัวเอง

          สิ่งที่หน้าสนใจก็คือ การศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความลึกลับและกลไกของกรดฟูลวิค หลายๆ ด้านมีความคล้ายกันอย่างชัดเจนกับการศึกษาในเรื่องทรานเฟอร์แฟคเตอร์ (transfer factor) หรือตัวส่งผ่าน เท่าที่เรารู้ในขณะนี้ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์ผู้ใดนำทั้งสองเรื่องนี้เข้ามาศึกษาร่วมกัน นักวิทยาศาสตร์ที่กำลังทำเรื่องกรดฟูลวิครู้ด้วยว่าสารตัวนี้เป็นสารที่มีขนาดเล็กเกินกว่าที่จะมองเห็นด้วยกล้องจุลทัศน์ธรรมดา (ultra microscopic) และมีระบบถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารดีเยี่ยมที่สุดซึ่งระบบดังกล่าวจะถูกระตุ้นให้ทำงานทันทีที่มันสัมผัสกับสิ่งมีชีวิต เช่นเดียวกับทรานสเฟอร์ แฟคเตอร์ (transfer factor) หรือตัวส่งผ่าน กรดฟูลวิค (Fulvic acid) จะกระตุ้นเซลล์ส่งผ่านข้อมูลเฉพาะตัวที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน นอกจากนั้นยังแสดงให้เห็นด้วยว่ากรดฟูลวิคนี้ช่วยในการกระตุ้นการป้องกันและกลไกป้องกันภัยซึ่งสามารถถูกส่งผ่านและดำรงอยู่กับสิ่งมีชีวิตนั้นชั่วอายุขัยแม้จะเป็นสัมผัสเพียงครั้งเดียว

          สิ่งมีชิวิตทั้งหลายสามารถผลิตสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ช่วยในการป้องกันภัยจากโรคติดเชื้อ ได้แก่ มนุษย์ พืช สัตว์ จุลินทรีย์ต่างๆ เมื่อเราเข้าใจว่ากรดฟูลวิคคือผลผลิตสุดท้ายที่เกิดจากการเน่าเปื่อยของสรรพวัตถุทั่งหลายที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสิ่งที่มีชีวิต จึงเป็นการง่ายที่จะเข้าใจว่ากรดนี้อาจลำเลียงสารคล้ายทรานเฟอร์แฟคเตอร์ได้อย่างไร พืช สัตว์และ จุลินทรีย์ทุกชนิดที่มีส่วนในการประกอบการเน่าเปื่อย สามารถผลิตสารคล้ายทรานสเฟอร์ แฟคเตอร์ (transfer factor) ของมันเองได้ขณะกำลังต่อสู้กับผู้รุกรานที่เป็นจุลชีพ, การติดเชื้อ, และไวรัสต่างๆ ในแต่ละวงจรของการเน่าเปื่อยย่อมยอมให้สารดังกล่าวได้เกิดขึ้นมาก กรดฟูลวิคเป็นผลรวมทั้งหมดของกระบวนการนี้ และตามความเข้าใจนั้น นั่นคือน้ำนมมื้อแรกของแม่พระธรณี หรือ โคลอสตรัม (colostrum) หมายความถึงการส่งข่าวสารป้องกันภัยไปยังสิ่งมีชิวิตทั้งหลาย นอกจากนั้นมันยังมีความสามารถในการส่งผ่านห่วงโซ่อาหาร จากสิ่งมีชีวิตหนึ่งไปสู่สิ่งมีชีวิตที่จะเกิดขึ้นถัดไป ดุจดังน้ำนมมื้อแรกจากมารดาผ่าน ทรานสเฟอร์ แฟคเตอร์ (transfer factor) ตัวส่งผ่านไปสู่บุตรฉะนั้น

          ทั้งสองเป็นสิ่งเดียวกันหรือ? ตามที่เราศึกษาความมหัศจรรย์หลายอย่างของกรดฟูลวิคและความมหัศจรรย์ของทรานสเฟอร์ แฟคเตอร์ (transfer factor) ทั้งสองมีสิ่งที่เหมือนกันในปริมาณมหาศาล ในความเป็นจริงเราจะพบว่าประสิทธิ์ภาพของทั้งสองมีความคล้ายคลึงกันมากเกินกวาที่จะเป็นความบังเอิญ และเพราะว่าวงจรการเกิดกรดฟูลวิคต้องรวมเอาสเปคตรัมแห่งความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตเข้าไว้ด้วย สิ่งนี้อาจช่วยอธิบายถึงพลังกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ไม่ธรรมดาซึ่งมากเกินกว่าแม้แต่พลังกระตุ้นของทรานเฟอร์ แฟคเตอร์ (transfer factor) ตัวส่งผ่านเอง วิทยาศาสตร์ต้องการให้มองลึกกวาเดิมเพราะว่ามีความเกี่ยวข้องที่ชัดเจนและสำคัญมาก

เอกสารอ้างอิง (References)

1เอกสารงานวิจัยฉบับย่อ : การแยกเกลือแร่ธาตุจากดินโป่ง เขตพื้นที่ ภาคเหนือ โดย...อ.ประสิทธิ์ ไชยลังกา

2. U.N. Riede, G. Zeck-Kapp, N.Freudenberg Pathol., H. U. Keller, and B.Seubert, Verchows Arch. B Cell Ind.Mol.

3. M.Kowalsska, A.Denys, and J. Blalek, Acta Pol. Pharm.1993, 50(4-5), 393-395

4. J. A. Madej, J. Kuryszko, and T. Garburinski, Acta Pol. Pharm.1993, 50(4-5), 397-404.

5. Visser, S.A; Effect of humic substances on higher animal and man; the possible use of humic compounds In medical treatment; 1988;wich was presented at the International Humic Substances society meeting In Sevilla Spain.

6. Shenyuan Yuan, Fulvic Acid,4(1988); in:Application of Fulvic acid and its derivatives in the fields of agriculture and medicine; First Edition: June 1993.

7. Inglot,AD; Zielinksa-Jenczylik, J;Piasecki,E;Arch.Immunol. Ther.Exp.(Warsz),1993,41 (1), 73-80

8. Blach-Olszewska,Z; Zaczynksa,E;Bronlarek, E;Inglot,AD,Arch.Immunol. Ther.Exp.(Warsz)1993,41(1),81-85

9.Jingrong Chen et al, jiangxi humic acid, 2(1984); in: Application of Fulvic acid and its derivatives in the fields of agriculture and medicine; First Edition: June 1993

10. Hartwell, J.L. "Types of anticancer agents isolated from plants." Cancer Treatment 60:1031-67

 271
ผู้เข้าชม
คะแนน
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์